สมัครสมาชิก   log in   ลืมรหัส   เพิ่มภาพ/วิดิโอ   เล่าเรื่องเที่ยว   แนะนำที่กินที่เที่ยว

Google

orther WeB
www.gotwodays.com





เมื่อต้องมนต์เมืองสามหมอก - เสน่ห์แม่ฮ่องสอน
   เปิดอ่านแล้ว 10,347  ครั้ง



๒ วัน ๑ คืน ในเมืองแม่ฮ่องสอน ครั้งนี้ไม่จำกัดที่เที่ยว แต่จำกัดด้วยเวลา ทำรายการที่เที่ยวเอาไว้กว่ายี่สิบรายการ เที่ยวไปกินไปได้ไม่ถึงสิบ แต่แน่นอน..ที่เหลือต้องเป็นที่เที่ยวที่สำคัญของแม่ฮ่องสอนอยู่แล้ว และเที่ยวได้ตามแผนหลักคืออัพเดตสถานที่เที่ยวและสอง..พากระบะคู่ใจไปผ่าน ๑๘๖๔ โค้ง บนเส้นทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๕ การเดินทางครั้งนี้จึงต้องเริ่มขึ้นที่...แยกแม่มาลัย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

หกโมงเช้า ที่แยกแม่มาลัย ล้อรถเลื่อนไปข้างหน้า ให้แสงสว่างที่ปลายฟ้าไล่ตามข้างหลัง... บนถนนที่คุ้นเคย หลายครั้งที่ขับผ่านไป-มา แต่ไม่เคยไปให้สุดสายปลายทางสักที ครั้งนี้ต้องไปให้ถึง ให้ได้ go..go
 
แปดโมงกว่าๆ เข้าสู่เมืองปาย หมอกยามเช้าปกคลุมทั่วท้องฟ้าเมืองปาย... หากถนนสายนี้เป็นเส้นทางที่คุ้นเคย เมืองปายจึงเป็นเมืองคุ้นเคยไปด้วย แต่ก็ไม่พลาดชมความเปลี่ยนแปลงของเมืองปาย เริ่มด้วย





สะพานประวัติศาสตร์ข้ามแม่น้ำปาย ยังคงเป็นที่เที่ยวที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาเส้นทางนี้ ต้อนรับผู้มาเยือนเข้าสู่เมืองปายส่วนใหญ่หรืออาจจะทุกคนต้องมาแวะชมสะพานแห่งนี้ และที่มีเพิ่มมาคือร้านค้าของฝากของที่ระลึก มาปักหลักรับนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน สวัสดี... เมืองปาย



ย้อนกลับมาทางเดิมเล็กน้อย เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเล็กๆ ที่ผ่านโป่งน้ำร้อนท่าปายเพื่อไปยังวัดพระธาตุแม่เย็น หวังจะชมวิวเมืองปาย แต่... เมื่อถึงจุดชมวิว วัดพระธาตุแม่เย็น สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า.. คือท้องฟ้าขาวหม่นเต็มไปด้วยหมอกหนา มองเห็นเมืองปายได้แค่จางๆ จึงเปลี่ยนเป็นเข้าไปกราบพระประธานในวิหาร แล้วจึงถือโอกาสพักรถพักคนไปด้วยเลย..ก่อนที่จะเดินทางกันต่อไป
 
ยามสายๆ ของตลาดเช้าเมืองปาย ยังมีอะไรให้ทานอยู่ อาหารง่ายๆ สบายท้องยามนี้ ต้องโจ๊กในตลาดเช้าเมืองปายโดยเฉพาะโจ๊กไก่อิสลาม ที่เป็นอาหารประจำเมืองปายไปแล้ว แต่เผอิญว่าวันนี้อยากกินหมูเลยเลือกร้านโจ๊กธรรมดาที่อยู่ข้างๆ แทน กับโจ๊กหมูเห็ดหอมใส่ไข่...อร่อยได้อีกเช่นกัน
 
หลังทานอาหารเช้าก็ปฏิบัติภารกิจหลักที่เสาหลักเมืองปาย หน้าอำเภอปาย แวะวัดกลาง แล้วขับวนรอบเมืองปายอีกสักรอบ ผ่านมาหน้าอำเภออีกครั้งแล้วเลี้ยวขวาไปตามทาง ๑๐๙๕ มุ่งสู่อำเภอปางมะผ้า ทางเล็กคดเคี้ยวลาดชันขึ้นจนสุดเขตเมืองปาย มีจุดพักรถระหว่างทางเห็นวิวสวยๆ อากาศดีๆ จึงจอดรถสูดอากาศบริสุทธิ์..สักเฮือกก่อนเดินทางต่อ
 
ที่ปางมะผ้ามีถ้ำลอด เป็นที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่ต้องหาโอกาสแวะให้ได้สักครั้ง รับรองว่าคุ้ม มีทางแยกจากปางมะผ้าเข้าไปเพียง ๖ กิโลเมตร ถ้ำลอดข้างนอกดูธรรมดาแต่ข้างใน...สุดยอด อย่าช้า...ตามมาเลย ติดต่อตะเกียงนำทางก่อนเป็นตะเกียงเจ้าพายุแบบโบราณ นำทางโดยชาวบ้านที่บริหารโดยกลุ่มชาวบ้าน ตะเกียงหนึ่งดวงพร้อมคนนำทาง ๑๕๐ บาท และค่าแพราคาเหมาลำเที่ยวละ ๔๐๐ บาทเหมาลำ นั่งได้ ๑-๓ คน นั่งแพไปตามลำน้ำที่ไหลลอดผ่านถ้ำ.. ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง
 
ขณะรอแพมารับ...ปลาเจ้าถิ่นว่ายมาต้อนรับเราก่อนที่หน้าถ้ำ คือปลาพลวง ตัวใหญ่มากกกกกกกกกกก ไม่นึกว่าจะใหญ่ขนาดนี้เท่าขาเราเลยนะเออ... สักพักแพก็มารับเป็นแพไม้ไผ่ลำใหญ่ๆ จัดที่นั่งไว้ ๓-๔ ที่นั่ง วางที่นั่งให้มีระยะห่างประมาณเท่าๆ กันคงไว้ให้ถ่วงสมดุลของแพหัว-ท้าย.. และให้มีพื้นที่ทำกิจกรรมบนแพ คือให้อาหารปลาระหว่างการเดินทาง อาหารปลาไม่ต้องเตรียมมา เพราะมีเด็ก ๆ มานั่งขายที่บริเวณทางเข้าที่ ๆ เดียวกับที่เราติดต่อแพและตะเกียงนำทาง
          “พี่คร้า.... ช่วยซื้อของหนูหน่อยนะคร้า...
ห่อสิบบาท สามห่อยี่สิบจร้า....”
          “จร้า.. แล้วมาขายด้วยกันมั้ยนี่ นั่งขายกันเยอะจัง”
          “ไม่ค่ะ... ของใครของมัน นร้า... ช่วยหนูหน่อยนะ”
          “แล้วจะให้ซื้อยังไงละเนี้ย เลือกไม่ถูก...”
          “นร้า..คะ ซื้อหน่อยนร้า..”
เอ้า..ซื้อๆๆ จะลุงจะนร้า..จะคะจะขา ก็คงซื้อได้เท่านี้ จึงได้มาสองชุดหกถุง เอามาโปรยให้ปลาพลวงงับ ตั้งแต่ปากถ้ำยังสุดปลายถ้ำเลย...
 

นั่งไปได้นิดเดียว..ถึงท่าแพที่ ๑ เดินไปชมถ้ำที่ ๑ ถ้ำเสาหิน เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยเป็นรูปร่างต่างๆ ที่คนนำทางก็ได้อธิบายแล้วแต่ก็จำไม่ได้... และที่สำคัญมีเสาหินที่เกิดจากการสะสมของหินปูนจนเป็นแท่งหินสูงถึง ๑๒ เมตรกลางโถงถ้ำที่กว้างใหญ่
 
จากนั้นไปต่อที่ท่าแพช่วงที่ ๒ จะมีจุดจอดที่ถ้ำ ๒ ถ้ำตุ๊กตา และถ้ำ ๓ ถ้ำผีแมน คนนำทางบอกว่าถ้ำที่ ๒ ต้องเดินขึ้นบันไดสูงหน่อยมีความสวยงามไม่แพ้ถ้ำที่ ๑ มีหินงอกหินย้อยคล้ายตุ๊กตามากมาย... แต่ผมเป็นโรคกลัวความสูงก็เลยขอเว้นถ้ำที่ ๒ ไว้ก่อน ..รอให้ร่างกายฟิตๆ กว่านี้ค่อยมาขึ้นไปดูใหม่ ไปถ้ำที่ ๓ เลยก็แล้วกัน


ระหว่างการล่องแพก็โปรยอาหารตลอด ปลาก็จะมากระโดดใกล้ๆ แพจนน้ำกระเซ็นกระเด็นกระจายเปียก ๆ กันไปแล้วอย่าโปรยเพลินจนลืมเก็บมือกลับหล่ะครับ เดียวนิ้วจะขาดเอาได้นะ เพลินกับปลาพลวงที่ล้อมหน้าล้อมหลัง มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่เป็นจุดจอดเทียบแพขึ้นไปยังถ้ำที่ ๓ ถ้ำผีแมน ต้องเดินขึ้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องผ่าดงค้างคาวและนกนางแอ่นที่ตอนนี้เหลือไว้แต่เพียงขี้ไว้ให้เราผ่าฟันกัน ในถ้ำผีแมนเป็นถ้ำที่ค้นพบ ท่อนไม้ยาวที่ถูกขุดตกแต่ง สันนิษฐานว่าเป็นโลงศพของคนโบราณที่บรรจุร่างและข้าวของเครื่องใช้ไปด้วย
เสร็จสิ้นสุดสายปลายทางแล้วเราก็นั่งแพทวนน้ำกลับ ไปยังจุดเริ่มต้นโดยคนถ่อแพเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนลากแพแทน เราก็ได้สัมผัสกับฝูงปลาพลวงอีกครั้ง ...คุ้มมั้ยละ!! ได้นั่งแพชมปลาตั้งสองรอบ

 

ก่อนออกเดินทางจากปางมะผ้า ต้องหาทานข้างกันก่อนเลยเวลาเที่ยงมามากแล้ว เลือกร้านที่มีครบทุกอย่าง ตอบสนองทุกความต้องการ อาหาร น้ำ ชา –กาแฟ  ที่ ...บ้านกาแฟเนเจอร์รีสอร์ท
กาแฟหอมกรุ่นมาก่อน อุ่นๆ เพิ่มพลังยามบ่าย ระยะทางยังอีกยาวไกล อีกอย่างต้องไปแวะรับบัตรผ่านเข้าโครงการที่ที่ทำการอุทยานถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อก่อนที่จะมึดด้วยไม่งั้นคงได้นอนข้างทางแน่ๆ




 ..go..go อีกครั้งระหว่างทางก็ชมและช็อปสินค้าพื้นบ้านไปด้วย เมื่อถึงที่ทำการอุทยานถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ ก็ติดต่อรับบัตรที่เจ้าหน้าที่ ขอบอกว่าเจ้าหน้าที่ยินดีให้บริการแก่นักเดินทางทุกท่านเลยครับ  ลองมาติดต่อได้
ไหน ๆ ก็มาถึงที่แล้วจะไม่เข้าไปดูถ้ำปลาก็กะไร จึงเข้าไปดูชมซะหน่อย ถ้ำปลา ...ถ้ำของปลา เป็นถ้ำที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติไหลออกมาจากโพรง มีน้ำไหลตลอด และมีช่องเปิดออกด้านบน จะเห็นปลาพลวงตัวใหญ่ๆ หลายตัวมาออกันอยู่หน้าถ้ำและกระจายออกไปตามสายน้ำ ที่ไหลไปทางที่ที่ทำการอุทยานฯ (พอๆๆ จะช้าอยู่ไย เดียวจะนานไป..ไม่ทันขึ้นปางอุ๋ง)


รู้สึกโล่งแล้ว..คาดว่าตอนนี้ผ่านมากว่า ๑,๕๐๐ โค้งแล้วเส้นทางที่เหลือเลยเป็นเส้นทางธรรมดาๆ ไปแล้ว ป้ายบอกทางเข้าปางอุ๋ง ไปตามทางเล็กๆ จนถึงบ้านป่าแปก มีทางแยกซ้ายอีก ๗ กิโลเมตร ..ทางแคบและเล็กกว่าเดิมประมาณว่าพอสวนกันได้แบบเฉียดๆ ดีที่มีรถสวนลงมาแค่คันสองคัน ไม่งั้นแย่แน่
 
ห้าโมงเย็นพอดี ที่สองเท้าของเราเหยียบดินแดนที่เรียกกันว่าสวิสเซอร์แลนเมืองไทย เราต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อไปจอดรถและที่กางเต็นท์ ในเขตสวนป่าสน ...ที่สวยงามและอากาศดีมว๊ากกกกกกกกกกก ...
เพื่อนๆ คนเดินทางมีพอประมาณ ..ตอนนี้ในบริเวณอ่างเก็บน้ำยังมีแสงสว่างเพียงพอ ยังมีคนนั่งแพชมอ่างโดยรอบอยู่บ้าง ส่วนผมรีบกางเต็นท์ที่พักและ..หลังจากนั้น แชะ..แชะ
 




เช้าวันที่สอง เริ่มปฏิบัติภารกิจตั้งแต่เช้า กับการเดินเก็บภาพเรื่อยๆ รอบบริเวณอ่างเก็บน้ำ ใต้ทิวสน..ไอน้ำ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า.. คงได้เพียงแค่เก็บความทรงจำและภาพถ่ายไปฝาก ไม่สามารถเอาบรรยากาศและอากาศดีๆ ไปให้ใครๆ ได้ อยากสัมผัสต้องมาด้วยตัวเองนะครับ
 
หลังจากนั้น..ก็ออกมาชมสินค้าของฝากที่บ้านรวมไทย และชิมชา.. ที่ไม่ต้องไปถึงบ้านรักไทย (บ้านจีนยูนนานที่มีชื่อด้านการปลูกชาและบริการชิมชา ที่ห่างจากที่นี่ไปอีก ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร) หากไปถึงที่บ้านรักไทยเกรงว่า ๒ วัน ๑ คืน คงไม่พอสำหรับการเดินทางครั้งนี้แน่ๆ
ชิมชาหลากชนิดกับกูรูเรื่องชา ที่ชงไปบรรยายไป.. มีแต่รสดีกับรสดีมาก เพราะว่าผมชมชาไม่เป็น ทุกชนิดจึงมีแต่คำว่าอร่อย

“ชาที่ดี ..ต้องมีสองใบกับหนึ่งยอด” พลางหยิบเม็ดชาเม็ดเล็กๆ ขึ้นมา
“เม็ดนี้คือยอดชา ยอดชาของเราจะต้องประกอบไปด้วยสองใบกับหนึ่งยอด...”
“แล้วใบอื่นใช้ไม่ได้หรือครับ..?”
“ใช้ได้..แต่..ไม่อร่อย ส่วนใหญ่นำเข้าโรงงาน ไม่นิยมเอามาชงดื่ม..” ผมพยักหน้า แต่ก็ยังมึนน้ำชาอยู่
จำไม่ได้ว่าชิมชาชนิดไหนไปบ้าง ขอข้ามไปก็แล้วกัน..แต่ก็ยังชิมไป ฟังไป
“กางชงชา ..ต้องลวกน้ำทิ้งก่อน ๑ ครั้ง หลังจากนั้นเติมน้ำประมาณ ๑ ถ้วยชา ทิ้งไว้ซักพักพอให้น้ำเปลี่ยนสีหรือ ประมาณ ๑ นาที แล้วรินใส่ถ้วยชา จากนั้นใส่น้ำครั้งที่ ๒ ทิ้งไว้ให้นานกว่าเดิม แล้วก็รินใส่ถ้วย ชาที่ดีมาก สามารถชงซ้ำหรือใส่น้ำได้ ๗-๘ ครั้งเลยทีเดียว...”
“ส่วนอันนี้ชาเจียวกู่หลาน แต่เราไม่ถือเป็นชา เราถือว่าเจียวกู่หลานเป็นสมุนไพร.. เพราะไม่ใช่ใบชา..”
และปิดท้ายด้วยกาแฟดริป.. ถูกใจเราละมันต้องอย่างนี้.. ขมเข้มเต็มรส ที่เล่ามาทั้งหมดฟรีทุกรายการ ..จึงอุดหนุนกันหน่อย..จำได้ลางๆ ว่าชาที่ชอบเป็นชาอูหลงผสมโสม หอมหวานเล็กน้อย ก็เลยหยิบติดมือมาหนึ่งกระป๋องจะเอาไปไว้ที่ที่ทำงาน..ไว้ชงดื่มกันยามบ่ายๆ
 
แล้วก็ออกเดินทางเที่ยววันที่สอง แป๊บเดียวก็ขับออกสู่ถนนใหญ่ ..ทำไมมันเร็วจังตอนขึ้นไปทำไมน้าน...นาน แต่มันคงเป็นแต่ความรู้สึกเพราะตอนนี้ก็เกือบ ๑๑ โมงแล้ว  ยังมีภารกิจที่ต้องทำอีกมาก เอาหล่ะ ทีนี้..ที่นี่ เมืองแม่ฮ่องสอนไม่กว้างไม่แคบ เดินเที่ยวแป๊บคงพอไหว..ว่าแต่จะเริ่มที่ไหนดี?? เอาเป็นว่าเริ่มที่ศูนย์นักท่องเที่ยว กันดีกว่า ว่าแต่มันตั้งอยู่ตรงไหนของเมืองขับรถตามป้ายไป เกือบจะพ้นเมืองแล้ว...ป้ายหายไปซะงั้น หาไม่เจอพอดีสะดุดตากับอาคารด้านขวามือ เห็นเด่นเป็นสง่าจึงหมายจะเข้าไปถามทาง ประกฎว่าเป็นหอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ..แต่ก็ถือว่ามาถามถูกที่แล้วเพราะว่า เขาทำงานมากกว่าหอการค้า ยังมีบริการข้อมูลท่องเที่ยวได้ด้วยและทีสำคัญยังมีบริการมอบใบประกาศ ..สำหรับการเดินทางผ่าน ๑๘๖๔ โค้งได้ด้วย สำเร็จอีกหนึ่งภารกิจ ได้สติกเกอร์มาติดท้ายรถเป็นการให้กำลังใจรถคู่กายและให้กำลังใจแก่ตนเอง ที่ผ่านโค้งมาได้อย่างปลอดภัย...
 

          เพิ่งเดินทางถึงครึ่งทาง จึงต้องตัดเอาสถานที่อื่นๆ ออกไป คงเหลือไว้เพียงแต่สถานที่หลักๆ สำรับเวลาทีเหลือ คือวัดจองคำ-วัดจองกลาง วัดดอยกองมู บ้านกระเหรี่ยงคอยาวห้วยเสือเฒ่า และปิดท้ายด้วยดอยแม่อูคอ


วัดจองคำ-วัดจองกลาง เป็นวัดที่อยู่ติดกัน และติดกับหนองจองคำใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน ..เป็นวัดที่สวยงามจริงๆ ถ้าตัดออกจากโปรแกรมจะเสียดายมาก ภายในมีพิพิธภัณฑ์หุ่นไม้แสดงเรื่องราวประวัติของพระเวชสันดรทั้งเรื่อง พระเจ้าอินทร์สาน หรือพระพุทธรูปที่สานจากไม้ไผ่ทั้งองค์ สวยงามไม่แพ้กันและศิลปะอื่นๆ รวมไว้อีกมาก สุดท้ายไม่ลืมที่จะเข้าไปกราบหลวงพ่อโตที่วิหารหลวงพ่อโต ทางด้านทิศตะวันออกของวัดจองคำ



จากวัดจองคำ-จองกลาง ไปพระธาตุดอยกองมู สององค์พระธาตุสีขาวสะอาดเด่นอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองแม่ฮ่องสอน เมื่อขึ้นมาอยู่บนลานองค์พระธาตุสามารถมองเห็นเมืองแม่ฮ่องสอนได้ทั้งเมือง
และมาสะดุดตากับชุดบูชาพระธาตุที่แปลกและไม่น่าจะมีในที่อื่นใด คือชุดบูชาประกอบด้วยดอกไม้ธูปเทียนที่ปักลงบนขันเงินที่มีน้ำดินทราย ไม้ค้ำ (ในภาพเป็นไม้เล็กๆ ๓ อันมัดรวมกัน) และสะพานจำลอง เป็นไม้สองชิ้นนำมาประกอบกับไม้ขวางอีกสองชิ้น คนดูแลชุดบูชาบอกว่าเป็นสะพาน และอธิบายต่อว่าชุดบูชานี้ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ อันเป็นการประกอบขึ้นเป็นตัวตน มีไม้ค้ำช่วยหนุนนำค้ำจุนชีวิตและสะพานไว้ข้ามสิ่งกีดขวาง จะได้เจริญรุ่งเรือง
จึงบูชามาชุดหนึ่งเผื่อจะเจริญรุ่งเรืองบ้างแล้วก็ไปจุดธูปเทียนบูชาที่ศาลาพระเจ้าทันใจด้านตะวันออกขององค์พระธาตุอันเป็นตำแน่งบูชาของคนเกิดวันจันทร์.. ลงจากดอยกองมู แล้วมาแวะชมความงดงาม ยิ่งใหญ่ของพระนอนที่วัดพระนอนเชิงดอยกองมู

..จากนั้นก็ไปต่อที่บ้านห้วยเสือเฒ่า
บ้านห้วยเสือเฒ่า.. มันไม่ได้ไกลจากเมืองแม่ฮ่องสอนเลย ทางลาดยางตลอดสายจนถึงทางเข้าหมู่บ้าน ผ่านธรรมชาติที่เป็นป่าเขาและสายน้ำ.. พวกเขาอยู่กับกับธรรมชาติจริงๆ ถึงบ้านห้วยเสือเฒ่าแล้ว จอดรถไว้ที่ลานกลางหมู่บ้าน แล้วเดินไปตามทางเล็กๆ ข้ามสะพานไม้แล้วก็จะเจอหมู่บ้านกะเหรี่ยงและร้านค้า ที่มีการสาธิตและขายสินค้าจากฝีมือของชาวกะเหรี่ยง
 


เวลาไม่คอยใครยังใช้ได้ทุกครั้ง...ทางจากแม่อ่องสอนไปยังขุนยวม ทางไม่ไกล ขับไม่ยาก แต่ทำความเร็วไม่ได้เลย เราประเมินสภาพทางผิด.. เนื่องจากทางคดเคี้ยว ทำให้ถึงปลายทางช้ากว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่สายเกินไป ถึงแม่อูคอเวลากำลังดี..แดดอ่อน อากาศเย็น...



เมื่อถึงแล้วตะโกนบอกภูเขาดอกไม้ว่า.. “สวัสดีแม่อูคออออ.....” แต่ต้องแอบตะโกนก่อนที่จะเข้าสู่ลานจอดรถ เดี๋ยวเขาจะหาว่าบ้า..เหอๆ จากนั้นก็ไปกลับรถ..ถอยเข้าช่องที่จอดให้เข้าที่ ต้องจอดเป็นระเบียบหน่อย เพราะที่จอดรถมีน้อย ทางแคบ ถ้าเราจอดไม่เป็นระเบียบ เอาความสะดวกส่วนตัวเข้าว่า นักเดินทางคนอื่นเขาจะลำบาก
 



แล้วก็เริ่มภารกิจถ่ายภาพ..น่าจะเป็นที่สุดท้ายของทริปนี้ โดยเฉพาะมุมมหาชนที่เขาถ่ายให้เห็นบ่อย คือถ่ายจากยอดดอยให้เห็นถนนโค้งๆ นั่นหล่ะ.. แสงแดดที่ส่องกับหมอกบางๆ ยามเย็น ทำให้ได้แสงนวล แต่ว่าเราถ่ายได้ไม่สวยเท่าเขาหรอกนะ แค่มุมได้เหมือนกันเท่านั้น เราก็...ภูมิใจละ เราไม่ได้จะขายภาพ หรือถ่ายไปชิงถ้วยอะไร ขอให้ได้ที่หนึ่งในใจเราก็พอแล้ว ..OK ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ
 







แสงตะวันจะลับขอบฟ้าแล้ว คงไปไหนต่ออีกไม่ได้..นอกจากขับรถกลับ แต่เราพอใจสำหรับการเดินทางครั้งนี้ ..บรรลุภารกิจ พิชิต ๑๘๖๔ โค้ง บนถนนสาย ๑๐๙๕ และที่เที่ยวหลากหลายในแม่ฮ่องสอน
ปิดทริป ๒ วัน ๑ คืน ณ ที่นี้ดอยแม่อูคอ
...เสน่ห์แห่งเมืองสามหมอก แม่ฮ่องสอน





  

ท่านยังไม่ได้ online ...กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น

  
7,227
19,246
7,609
6,700
12,414
8,464
5,916
8,015
8,063
8,011
  
ปรับปรุง : 13 ก.ค. 2556 14:11:09 อ่านแล้ว : 4725 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 399 บาท
ปรับปรุง : 19 พ.ย. 2558 21:42:10 อ่านแล้ว : 4799 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 5,500,000 บาท
ปรับปรุง : 11 ก.ค. 2556 08:39:53 อ่านแล้ว : 6582 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 100 บาท
ปรับปรุง : 17 ต.ค. 2561 12:30:07 อ่านแล้ว : 6518 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 15 บาท
ดูทั้งหมด