Google

By Google
www.gotwodays.com


เลือกภูมิภาค
เลือกจังหวัด


เหยียบยอดภูหินปะการัง แลระลึกความหลังเมืองแพร่
   อ่านแล้ว 9,304  ครั้ง

ห้าโมงเย็นกว่าๆ ถึงอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง ไม่รอช้า รีบติดต่อเข้าพักกับเจ้าหน้าที่ที่ที่ทำการอุทยานฯ ช่วงเทศกาลมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกตลอดเวลา คนหนึ่งในนั้นให้คำแนะนำให้เราไปพักที่ ลานกางเต็นท์หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อยู่ห่างออกไป ๒ กิโลเมตร (บริเวณทางขึ้นภูเขาหินปะการัง)
 
ที่ลานกางเต็นท์ มีเพื่อนคนเดินทางกางเต็นท์อยู่แล้ว ๔-๕ หลัง เราจัดแจงกางเต็นท์กันก่อนที่จะมืด สัมภาระถูกขนลงอย่างเร่งรีบ เตรียมพร้อมสำหรับการพักแรมคืนนี้
 
มื้อเย็นกับหมูจุ่มหม้อดิน ปาร์ตี้เล็กๆ ส่งท้ายปีเก่าภายใต้แสงเทียนรำไร อิ่มแล้วก็นอนพักเอาแรง เพื่อเดินขึ้นยอดดอยในวันรุ่งขึ้น...
 



๐๕.๓๐ น. เสียงนาฬิกาปลุก บอกเวลาว่าให้ออกจากเต็นท์ได้แล้ว.. เช้านี้เรามีนัดกับยอดภูหินปะการัง ผมตื่นมาต้มน้ำทิ้งไว้สำหรับชงกาแฟและอาหารสำเร็จรูป.. แล้วปลุกให้เด็กๆ ตื่นกัน มาทำธุระส่วนตัว ช้า..อดชมแสงตะวันยามเช้า และอาจจะร้อนเกินที่จะเดินขึ้นด้วย

 

หกโมงกว่าๆ เราเริ่มเดินขึ้นสู่ยอดภูหินปะการังตามเส้นทางเล็กๆ เลาะไปตามแนวต้นสักและเงาไผ่ จนสุดทางเดินก็จะเป็นทางเลาะตามไหล่เขา บางช่วงจะมีสะพานไม้ให้ขึ้นได้สะดวก ไม่เร่งไม่รีบ ค่อยเดินขึ้นช้าๆ เพื่อจุดหมายที่สวยงามอยู่ด้านบน อัตราเร็วช้าลงสัมพันธ์กับความสูงที่สูงขึ้น สูงขึ้น ... เริ่มเห็นยอดแหลมๆ คล้ายหินปะการังเป็นระยะสลับกับต้นจันผา ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ...ต้นใหญ่แตกกิ่งก้าน..สวยดี

 
ความสามารถและความอดทนก็พาเรามายืนที่จุดชมวิวของภูเขาหินปะการัง สูดหายใจลึกๆ มองภูเขาและท้องฟ้าได้รอบทิศ แสงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าผ่านม่านหมอก ถึงแม้ไม่มีทะเลหมอกให้เห็น..แต่ก็สวยไม่แพ้จุดชมวิวในที่อื่นๆ

 

รอบตัวมีแต่หินยอดแหลมเต็มไปหมด เมื่อต้องแสงอาทิตย์ยามเช้า เกิดรูปร่างและเงาทำให้หินปะการังสวยเด่นขึ้นได้อีก เต็มอิ่มกับอากาศดีๆ สูดหายใจเขาให้เต็มปอด แล้วค่อยๆ เดินลงมา ระหว่างทางสวนกับเพื่อนนักเดินทางที่กำลังจะขึ้นไป.. ยิ้มให้กันตามประสามิตรภาพแห่งการเดินทาง
 


หลังทานอาหารเช้าแล้ว เราเดินทางกันอีกครั้ง ก่อนมุ่งสู่เมืองแพร่นคร ไปชมสวนหินมหาราชที่ใกล้ๆ กับที่ทำการอุทยานฯ สักพักเราก็ไปเมืองแพร่ตามเส้นทางหมายเลข ๑๐๒๓


เช้านี้เราเริ่มกันที่ บ้านประทับใจ หรือบ้านร้อยเสา เป็นบ้านไม้สักที่มีเสาร้อยกว่าต้น ค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท จะได้พวงกุญแจไม้สักประทับตรา บ้านประทับใจ เป็นที่ระลึก คนละ ๑ ชิ้น เมื่อจัดการกับค่าธรรมเนียมแล้ว  ก็เข้าชมบ้านได้ตามสะดวก เราขึ้นชมชั้นสองก่อน ชมความอลังการของบ้านไม้สักทั้งหลัง








เมื่อขึ้นบันไดไปแล้ว ด้านซ้ายมือจะเป็นทางเดิน ไปห้องเก็บของเก่าเรียกได้ว่าพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ เลยที่เดียว มีของจัดแสดงให้ชม อาทิเช่น ธนบัตรสยาม เงินเหรียญสมัยต่าง ๆ รูปภาพเก่าๆ ภาพของเจ้าของบ้านและภาพอื่นๆ...





แล้วเดินออกมาที่ชานกลางบ้าน ที่เรียกว่าชานมะปราง  เป็นชานที่ทำล้อมต้นมะปรางไว้ และรอบๆ ก็จะเป็นที่รวบรวม ของใช้ในชีวิตประจำวัน หนังสือ แยกไว้เป็นส่วนๆ ให้ได้ชม... เดินไปเดินมาเมื่อยนักก็นั่งพัก นั่งถ่ายรูปรอบๆ บ้านบ้างก็ได้ มีที่นั่ง มุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลย..







จากนั้นเดินออกไปยังชานอีกที่หนึ่ง เรียกว่า ชานอาบแดด รอบๆ ก็จะเป็นการรวบรวมเอาอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพรพื้นบ้านให้ชมกัน..

 เอาละเดินชมจนทั่วแล้ว... แต่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรยังไงคงได้ไม่หมด หรือไม่ก็ต้องเขียนเป็นเชิงประวัติศาสตร์เลยหล่ะจึงจะครบทุกส่วน ลงมาชั้นล่างเป็นที่จำหน่ายของที่ระลึกมีวางขายให้จับจ่ายซื้อขายกัน พร้อมทั้งชมความใหญ่ยักษ์ของเสาและไม้แท้ๆ เป็นร้อยต้น..


 จากบ้านเสาร้อยต้น ก็ไปเที่ยวคุ้มเจ้าหลวงอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ดูแบบเร็วๆ ชมแบบผ่านๆ นับจากครั้งล่าสุดที่มาก็ปีกว่าๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนมาก สภาพเดิมๆ เพียงแต่ว่าครั้งนี้มีเสียงดนตรีบรรเลงเหมือนปีก่อน แต่..ก็สงบดี




 

ครั้งนี้เข้าชมคุกใต้ดิน ให้ชัดๆ อีกที หน้าห้องคุมขังแขวนภาพตัวอย่างการจองจำ คุมตัวและการลงโทษสมัยโบราณ ห้องทางซ้ายมือเป็นห้องที่เคยคุมขังนักโทษทั่วไป ห้องกลางเป็นห้องมืดคุมขังหนักโทษสถานหนักส่วนห้องข้างขวาจะเหมือนห้องข้างซ้าย แต่วันนี้ปิดไม่ให้เข้าชม..
 









ออกจากคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ขับรถอ้อมไปทางด้านหลังคุ้มเจ้าหลวง ไปตามถนนคำลือ ตามหาบ้านสีชมพู บ้านแฝดของคุ้มจ้าหลวง






แค่อึดใจ...ไม่ไกลกันมาก บ้านสีชมพูอยู่ทางขวามือ เลี้ยวเข้าไปในบริเวณบ้านหาที่จอดรถแล้วเข้าชมกัน คนเยอะมาก...เป็นเพราะช่วงเทศกาลหรือเสน่ห์ของบ้านหลังนี้ “คุ้มวงศ์บุรี หรือบ้านวงศ์บุรี”


ก่อนเข้าชมเสียค่าบริการ ๓๐ บาท เพื่อการบำรุง บริการและบูรณะ ทุกอย่าง...ดำเนินการโดยลูกหลานเจ้าแม่บัวถา ชายาเอกของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์






ขึ้นชมชั้น ๒ จะมีผู้บรรยายถึงความเป็นมา แรก ๆ เราก็ชมและถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ จนเริ่มบรรยายเริ่มที่...
ตั๋วหรือตราการซื้อขายทาส ในบ้านวงศ์บุรี เมื่อสมัย ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว จุดนี้ไม่ให้ถ่ายรูปแบบใช้แฟลตหรือซูมเอารายละเอียดนะครับ แต่ก็อนุญาตให้ถ่ายภาพโดยรวมหรือภาพเคลื่อนไหวได้





    
     สำรับกับข้าวสำหรับเจ้านาย แบบล้านนาหรือแบบนั่งกับพื้นทานขันโตก มีหมอนอิง หมอนสี่เหลี่ยมสอดไส้ ไว้ใช้สารพัดประโยชน์ เช่นถอดไส้ออกมาไว้ไล่แมงหวี่แมงวัน.. หรือนั่งทานข้าวไปคุยกันไป เมื่อยๆ ก้อเอามาทุบไหล่ทุบหลัง และที่เด็ดสุดๆ สมัยก่อนชาวเหนือบ้านเราหนุ่มๆ จะจีบสาวต้องไปเที่ยวบ้านสาว เวลานั่งคุยกัน เพื่อป้องกันหนุ่มจับมือถือแขน สาวเจ้าก็จะให้เอามือสอดไว้ในหมอน ตลอดเวลาที่คุยกัน ถ้าเผลอเอามือออกจากหมอน สาวเจ้าก็จะเอาไส้หมอนฟาดเข้าให้... เจ็บตัวประมาณนั้น

 


แล้วผู้บรรยายก็บรรยาย ลำดับญาติของเจ้าแม่บัวถา-ห้องพระ-และห้องนอนเจ้าแม่บัวถา ว่ากันมาว่าเวลาจะถ่ายรูปห้องนี้ต้องยกมือขออนุญาตเจ้าแม่บัวถาก่อน ไม่เช่นนั้นอาจจะถ่ายภาพไม่ติด มีเงา หรือสิ่งที่ทำให้ถ่ายภาพไม่ได้ ..




จากห้องนอนก็มามุขหน้าบ้าน แล้วต่อด้วยห้องนอนบุตรธิดา ลูกหลานเจ้าแม่บัวถา ที่เก็บสะสมของใช้โบราณ ที่ยังใช้ได้จริงรุ่นต่อรุ่น.. มานปัจจุบัน ถัดมาเป็นห้องผีครู เป็นห้องที่เก็บสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของขลังเมื่อครั้งอดีต ห้องนี้เข้าชมได้แต่ห้ามถ่ายภาพ ทุกชนิด อีกห้องหนึ่งที่เราได้ชมคือห้องทำงานของพระยาบุรีรัตน์ ตอนทำสัมปทานป่าไม้ในเมืองแพร่..



 ครบทุกห้องแล้วก็หมดรอบบรรยายสำหรับเรา..เราชมบริเวณรอบๆ อีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ตั้งใจจะไปพระธาตุช่อแฮ จึงได้ไปหาอะไรทานหรือร้านที่มีระหว่างทาง


แล้วเราก็ได้ทานกลางวันที่ก๋วยเตี๋ยวห่อใบตองป้ากาบ ก่อนถึงพระธาตุช่อแฮ แห้งก็ลำ น้ำก็แซบ พออิ่มแล้วก็มองหาที่มาของชื่อร้าน เอ...ไม่เห็นมีใบตองมาห่อจึงแอบดู ที่แท้ห่อตอนเป็นก๋วยเตี๋ยวแห้ง เราทานก๋วยเตี๋ยวน้ำเลยไม่ต้องห่อใบตอง.. อยากห่อใบตองต้องสั่งแห้งหรือสั่งใส่ห่อไปทาน... ซะงั้น!
 




จากนั้นก็ขึ้นพระธาตุช่อแฮ ...คนเยอะเกิน เดินไปทางไหนก็มีแต่คน ประกอบกับช่วงนี้กำลังบูรณะองค์พระธาตุและวิหาร เห็นทีต้องปิดทริปนี้ที่นี่ ช่วงบ่ายคงกลับไปพักที่บ้าน ชาร์ท.. พลังให้พร้อมที่จะไปทำงานอีกในปีหน้า..๒๕๕๖





Writer : pongrawee   Update : 25 มี.ค. 2556 00:00:00
  

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น


  
ปรับปรุง : 11 ก.ค. 2556 08:38:29 อ่านแล้ว : 5419 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 550 บาท
ปรับปรุง : 9 ส.ค. 2556 13:29:09 อ่านแล้ว : 5224 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 299 บาท
ปรับปรุง : 11 ก.ค. 2556 09:29:48 อ่านแล้ว : 5544 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 299 บาท
ปรับปรุง : 19 พ.ย. 2558 21:40:28 อ่านแล้ว : 5367 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 399 บาท