สมัครสมาชิก   log in   ลืมรหัส   เพิ่มภาพ/วิดิโอ   เล่าเรื่องเที่ยว   แนะนำที่กินที่เที่ยว

Google

orther WeB
www.gotwodays.com





หนึ่งการเดินทางผ่าน..กาญจนบุรี
   เปิดอ่านแล้ว 7,121  ครั้ง


โปรแกรมแถมจากการประชุม...ช่วงท้ายของรายการประชุมวันที่สาม มีจัดศึกษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี แบ่งผู้เข้าอบรมเป็นสองเส้นทาง ตามโปรแกรมการดูงาน เส้นทางที่หนึ่งไปเขื่อนและน้ำตก อีกเส้นทางหนึ่งไป วัดถ้ำเสือ วัดเขาน้อย สุสานฯ และสะพานข้ามแม่น้ำแคว

บ่ายแก่ๆ เรียกรวมพลที่หน้ารีสอร์ท เริ่มไปตามถนนหมายเลข 323 จากรีสอร์ทผ่านตัวเมืองจนเข้าสู่อำเภอท่าม่วง จะเห็นป้ายเขื่อนแม่กลองแล้วขวาเข้าไปเพราะว่าเราต้องข้ามสันเขื่อนไปอีกฝั่งของน้ำแม่กลอง เท้าความไปนิดๆ ทำไมมีน้ำแม่กลองโผล่มา ตะกี้ยังพูดถึง แม่น้ำแควอยู่ดีๆ ก็มาแม่กลอง แม่กลองเริ่มต้นจากแม่น้ำแควใหญ่แควน้อยมาบรรจบกันเป็นแม่กลอง แม่กลองจึงเริ่มตั้งแต่เมืองกาญจน์นี้เป็นต้นไป ...เพลินๆ เข้ามาประมาณ 2.5 กิโลเมตร ก็ข้ามสันเขื่อนเป็นสันเขื่อนเล็กๆ ไม่ยาวมาก คงเป็นที่กั้นที่เหมาะสมแล้วสำหรับเขื่อนเพื่อการชลประทานเลี้ยวขวาตามป้ายอีก 3 กิโลเมตรก็เห็นวัดที่มีเจดีย์ตั้งตระหง่านเห็นแต่ไกล


 



ที่วัดถ้ำเสือวัดนี้มันใหญ่มาก
อะไรก็ใหญ่ไปหมด ทางเดินขึ้นชันมากๆ ถ้าไม่แน่จริงแนะนำให้ขึ้นรถรางนะครับ ขาลงก็ค่อยเดินลง  ค่าบริการคนละสิบบาทต่อครั้ง ส่วนผมลองกำลังด้วยการเดินขึ้นทางบันได เฮ้!! เกือบไม่รอด...













พระองค์ใหญ่ตระหง่านให้เห็นนั้นนามว่า หลวงพ่อประทานพร แต่ไฉนค้นหาภาพแล้วไม่ใช่ปางประทานพร เอาเป็นว่าหลวงพ่อท่านคอยให้พรผู้มาเยือนก็แล้วกัน






อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ไม่แพ้กัน พระเจดีย์เกษแก้ว ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ที่ชั้นแปด นับรวมห้องโถงด้านล่าง เดินขึ้นครับ....งานนี้มีเหนื่อยหนึ่ง และเหนื่อยสอง เหนื่อยสองนี่..เครื่องทุ่นแรงยังไม่เสร็จ ลิฟต์ยังไม่เปิดให้บริการ เวลาเดินขึ้นต้องพักรับลมจากช่องหน้าต่างเล็กๆ ที่มีอยู่ทุกๆ ชั้น ยิ่งสูงลมเย็นยิ่ง แต่จำนวนหน้าตาก็น้อยลงและช่องหน้าต่างก็เล็กลงไปด้วย ชั้นบนสุดเป็นเจดีย์จำลองเล็กๆ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ให้กราบไหว้กัน





 






หายเหนื่อยแล้วเดินลงมาชมรอบๆ บริเวณวัด มีพระอุโบสถอัฏมุข สังเกตดีๆ สิ่งก่อสร้างที่นี่จะมีหลังคา 8 มุข ถ้าแวะไปเที่ยวอย่าลืมดูนะครับ ข้างๆ อุโบสถจะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิที่ซึมออกจากหินบนภูเขา..แปลกดี ตักมาประพรมเป็นศิริมงคลได้นะครับ









ครบใกล้ครบเวลานัดจึงเดินลงทาง ถ้ำเสือ เขาว่าเป็นที่เก็บร่างของท่านเจ้าอาวาส ไว้ในนี้ เป็นถ้ำตื้นๆเข้าไปชมได้ครับ
ครบกำหนดเวลาขึ้นรถกันหมดแล้ว นึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่ได้ไปวัดเขาน้อย...ก็เขาลูกเดียวกันนะครับแต่เป็นวัดจีน ปรึกษากันหลายคนเริ่มไม่สู้แล้วครับเพราะต้องเดินขึ้นยอดพระเจดีย์จีนอีกครั้ง...เราจึงนมัสการพระด้านล่างแทน








แล้วก็เดินทางไปเที่ยวที่ต่อไป...













เนื่องจากเรามีเวลาเหลือคณะศึกษาดูงานจึงเปลี่ยนแผนเดินทางไปวัดวังขนาย ใกล้ๆ อยู่ในอำเภอท่าม่วง วัดนี้มีบรรยากาศทั่วไปเหมือนวัดอื่นๆ แต่แตกต่างกันตรงที่มีน้ำแร่อุ่นๆ ให้อาบให้แช่กันสบายเนื้อสบายตัว และรักษาโรคภัยบางอย่างได้ ตามแต่ความเชื่อและความศรัทธา ไม่เสียค่าบริการแต่ให้บริจาคได้ตามกำลัง




สถานที่แช่แยกชายหญิงมิดชิด สำหรับการแช่ทั้งตัว แต่ถ้าใครไม่สะดวกก็จะแช่แบบครึ่งตัวหรือแช่แค่ขาก็ได้ พี่ๆ เขาแช่ขากันคนละ 5-10 นาที แช่นานไม่ได้มันร้อนเกินรวมๆแล้วไม่ได้เกิน ยี่สิบนาที พอละ..







จุดหมายต่อไป...
ชมสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องสมเด็จพระนเรศวร go go...


เพียงอึดใจ...สี่โมงครึ่ง เราก็มาถึง
พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ สอบถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋วให้ข้อมูลว่าถ้าจะให้ครบรายละเอียดสำหรับการเข้าชม ทุกสถานที่ต้องใช้เวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง ...เป็นอันว่าเราจะชมกันทั้งคณะ เพราะว่าคณะของเราครึ่งหนึ่งเป็นคนเหนือ อีกครึ่งหนึ่งเป็น คนใต้กับตะวันออก อีกนานเท่าไหร่ไม่รู้จะได้มาอีก





 

มันใหญ่มากอีกแล้ว....เหมือนเราเดินชมเมืองหนึ่งเมือง  ที่มีพร้อมทุกอย่าง..ที่จำลองขึ้น ทั้งวัดวาอารามต่างๆ ทึ่งมากจริงๆ เริ่มด้วยหมู่บ้านโยเดีย นอกเมืองหงสาฯ อันนี้ธรรมดา หมู่บ้านก็คือหมู่บ้าน



ถัดมาเป็นวัดและกุฏิท่านมหาเถรคันฉ่อง เจดีย์ สวยมากครับไม่น่าเชื่อว่าทำขึ้นมาใหม่ สร้างขึ้นเทียบของจริง ผมว่าใหญ่กว่าสถูปแถวบ้านเราอีก..กลัวว่าใครไม่เชื่อว่าเรามาจริงเลยถ่ายรูปเทียบกับซะหน่อยให้เห็นว่าใหญ่จริงๆ ส่วนกุฏิฯ เราเข้าไม่ได้ครับ เพราะเก็บของบางอย่างที่ใช้ประกอบฉากไว้ จึงเข้าชมไม่ได้





ระหว่างทางเดินใครเดินไม่ค่อยได้ จะนั่งเกวียนไป ได้นะครับ ราคาคนละ 30 บาท ไม่ขาดไม่เกิน ถ้าไม่ใช้บริการก็เดินต่อ ถัดจากวัดพระมหาเถรฯ แล้วเราเดินเลาะนอกกำแพงเมืองหงสา ผ่านเข้าประตูเมืองที่สร้างเท่าของจริง...แต่น่าเสียดายที่บางส่วนผุพังและหลุดออกไปบ้าง เนื่องจากลายของสิ่งก่อสร้างหลายอย่างขึ้นรูปและลวดลายด้วยโฟมแข็ง เวลาโดนแรงๆ ก็หักได้







เข้าประตูเมืองท่านจะเห็นสิงห์ยืนคู่กันหน้าพระราชวังสีหสาสนบัลลังก์ ในพระราชวังสวยงามมากแต่สิ่งก่อสร้างรอบๆ อาจจะทรุดโทรมไปบ้างไม่แน่ใจว่าเป็นฉากหรือทรุดโทรมจริงๆ ดูไม่ออก!! ในบริเวณนี้จะมีคุกใต้ดิน พระราชวังสมเด็จพระนเรศวร วังพระยาละแวก ในแต่ละสถานที่สำคัญๆ จะมีวิดิโอแสดงตอนที่ฉากนี้ในภาพยนตร์ พร้อมกับคำบรรยายของเหล่าบรรดานักแสดงในแต่ละจุด เช่นพระราชวัง คุกหลวง ฯลฯ  วังพระยาละแวก ด้านหลังของสีหสาสนบัลลังก์มีฉากถ่ายรูป โดยที่เราเปลี่ยนเสื้อผ้าจัดฉากถ่ายประหนึ่งว่าเราเป็นนักแสดงเลยทีเดียว ใครอยากจำลองตัวเองเป็นนักแสดงลองไปดูนะครับ ด้านหน้าของวังพระยาละแวก จะเป็นสมรภูมิรบมีซากปืนใหญ่และลานกว้าง ส่วนนี้ไม่เปิดให้ชมเพราะว่าไม่มีอะไรนอกจากที่โล่งๆ




เดินทางตต่อไป...



จะบอกว่าระหว่างทางจะมีฉากรูปตัวละครให้เรายื่นหน้าออกไปถ่ายรูปวางไว้เป็นระยะๆ ไม่เสียตังค์และใครไม่อยากเปลี่ยนชุดให้อลังการกอแวะสวมเกราะสวมหมวกขี่ม้า (ปลอม) ถ่ายรูปแทนได้ ประมาณว่าถ่ายรูปชุดเล็กว่างั้น!! ราคา 30 ต่อท่าน



อีกสถานที่หนึ่งที่เป็นจุดเด่นของเรื่อง ก็คือ สรรเพชร์ปราสาท ว่ากันว่าสถานที่จริงสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองสุด ภายในดูจะเป็นเรื่องเป็นราว เป็นวัสดุที่คงทนสุดที่เห็นมา เข้าไปชมข้างในท้องพระโรงได้ ส่วนพระที่นั่งก็กั้นไว้ให้ได้แค่ถ่ายรูปเท่านั่น สุดสายปลายทางของเส้นทางการเดินชมสิ่งก่อสร้าง








ณ ที่สุดทางเดิน จะมีรถรางรอรับเราให้นั่งชมเมืองส่วนที่เหลือ โดยจะผ่านเมืองสองแคว หมู่บ้านนายก่าย หมู่บ้านอโยธยา เลาะไปตามถนน นอกกำแพงเมืองอโยธา หมู่บ้านชนบท และชุมชนวัดนก ก่อนถึงชุมชนวัดนก ถ้ามองทางขวามือจะเห็นเรือลอยลำอยู่ 3 ลำ แค่เพียงได้ชมนะครับ เพราะเรือลอยลำอยู่กลางน้ำไม่สามารถขึ้นไปได้


 



สุดท้ายหลังจากผ่านหมู่บ้านทั้งหมดแล้ว รถรางจะมาจอดเทียบท่าสุดท้ายที่ตำหนักบุเรงนองที่ที่เป็นที่เก็บอุปกรณ์ประกอบฉากของภาพยนตร์เกือบทั้งหมด แล้วเราก็เดินผ่านออกไปเจอจุดแรกที่จำหน่ายตั๋วเข้าชม ก็เลือกซื้อของฝากของที่ระลึกกันได้ แต่ผมว่านะ นอกจากตั๋วครึ่งใบที่คนเก็บตั๋วคืนให้แล้ว น่าจะมีของที่ระลึกให้เราด้วยนะ ^___^





ฝนไล่เรา...ตอนแรกคิดว่าจะเสร็จสิ้นการเดินทางเสียแล้ว แต่พอออกจากโรงถ่ายมาได้สักพักฝนก็หยุดตก.....เราจึงมุ่งต่อไปจุดหมายสุดท้าย สะพานประวัติศาสตร์ข้ามแม่น้ำแควย้อนกลับเข้ามาที่ตัวเมืองกาญจนบุรี




เย็นมากแล้ว ต้องรีบถ่ายๆ แต่นักท่องเที่ยวเยอะมาก ต้องหาช่วงที่ปลอดคนถ่ายเอาเอง สวยคลาสสิก เก็บภาพมานิดหน่อย...เย็นลงฟ้าเริ่มมืด มีคนที่เคยไปมาแล้วกระซิบบอกว่าถ้าจะให้ได้บรรยากาศของสะพานแห่งนี้ต้องขึ้นนั่งบนรถด้วย...แต่!
ช้าไปแล้วเสียงวู้ดรถไฟดังแล้วอีกแป๊บนึงเห็นไปส่องทางมาจากสถานี อีกเดี๋ยวก็จะผ่านสะพานแห่งนี้ นักท่องเที่ยวต้องหลบลงข้างทาง ส่วนใครที่ติดอยู่กลางสะพาน ก็จะมีช่องให้หลบลงไปให้พ้นแนวของรถไฟ ได้บรรยากาศอีกแบบโดยไม่ต้องขึ้นรถไปกับรถไฟ

 


หลังจากชมสะพานแล้วพี่ๆผู้หญิง เลือกซื้อเครื่องประดับพลอย นี่ถ้าเราไม่มาค่ำมากเราจะเห็นร้านค้าพลอยให้เลือกสินค้ามากมาย แต่นี่เย็นมากแล้วเลยมีไม่กี่ร้าน และยังทยอยปิดร้านไปเรื่อย ต้องรีบเลือกซื้อเลือกหากัน ไม่ถูกนะครับหลายตังค์ แต่ผมไม่ถนัดเรื่องนี้  เลือกไม่เป็น

สุดท้ายไม่ได้อะไรติดมือมาเลยนอกจาก...
ความประทับใจกับตั๋วผ่านเข้าชมโรงถ่ายครึ่งใบ ในกระเป๋า
 

 
 
 

 

  

ท่านยังไม่ได้ online ...กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น

  
5,916
8,191
8,383
7,828
10,033
6,700
8,362
7,121
6,281
14,821
  
ปรับปรุง : 13 ก.ค. 2556 14:11:09 อ่านแล้ว : 4725 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 399 บาท
ปรับปรุง : 12 ก.ค. 2556 14:14:38 อ่านแล้ว : 5505 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 35 บาท
ปรับปรุง : 11 ก.ค. 2556 08:39:22 อ่านแล้ว : 4682 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 79 บาท
ปรับปรุง : 11 ก.ค. 2556 08:39:53 อ่านแล้ว : 6582 ครั้ง ราคาเริ่มต้น : 100 บาท
ดูทั้งหมด